- XAG/USD พุ่งเกือบ 3% กลับมายืนเหนือเส้น SMA 50 วันและระดับ 63.00 ดอลลาร์
- RSI ตัดขึ้นเหนือระดับกลาง เสริมมุมมองขาขึ้นในระยะใกล้
- การทะลุเหนือระดับ 65.00 ดอลลาร์จะเปิดทางไปสู่ระดับ 68.98 และ 70.00 ดอลลาร์เป็นลำดับถัดไป
ราคาโลหะเงินพุ่งขึ้นเกือบ 3% หลังทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) 50 วันที่ระดับ 62.13 ดอลลาร์ และกลับมายืนเหนือระดับ 63.00 ดอลลาร์ ขณะที่ยังคงพยายามทะลุแนวต้านสำคัญที่ระดับ 63.28 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของวันที่ 6 กรกฎาคม
คาดการณ์ราคา XAG/USD: แนวโน้มทางเทคนิค
โลหะเงินเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์ แต่ตลาดกระทิงเริ่มมีแรงส่งมากขึ้น ดังที่เห็นได้จากดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI) โดย RSI ตัดขึ้นเหนือระดับกลางที่ 50 และมีแนวโน้มจะพุ่งแตะระดับซื้อมากเกินไปที่ 70 ในไม่ช้า
สิ่งนี้บ่งชี้ว่าโลหะเงินอาจทดสอบระดับราคาที่สูงขึ้นได้ เมื่อสามารถทะลุระดับ 65.00 ดอลลาร์ การทะลุระดับราคาดังกล่าวจะเปิดทางไปสู่เส้น SMA 100 วันที่ระดับ 68.98 ดอลลาร์ ก่อนทดสอบระดับราคาทางจิตวิทยาที่ 70.00 ดอลลาร์ เมื่อทะลุผ่านระดับดังกล่าวได้ เส้น SMA 200 วันจะกลายเป็นแนวต้านถัดไปที่ระดับ 71.22 ดอลลาร์
หาก XAG/USD ปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 63.00 ดอลลาร์ ก็มีแนวโน้มจะเกิดการย่อตัวกลับไปยังเส้น SMA 50 วัน หากอ่อนค่าลงต่อ โลหะเงินอาจร่วงลงสู่ระดับ 60.00 ดอลลาร์ ตามด้วยระดับต่ำสุดของวันที่ 3 สิงหาคมที่ 56.57 ดอลลาร์
กราฟราคา XAG/USD – รายวัน

โลหะเงิน: คำถามที่พบบ่อย
แร่เงินเป็นโลหะมีค่าที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่างมากในหมู่นักลงทุน ในอดีต โลหะเงินถูกใช้เป็นสินทรัพย์สะสมมูลค่าและเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แม้ว่าจะได้รับความนิยมน้อยกว่าทองคํา แต่นักลงทุนอาจหันไปใช้โลหะเงินเพื่อกระจายพอร์ตการลงทุนของตนเพื่อสะสมมูลค่า หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีอัตราเงินเฟ้อสูง นักลงทุนสามารถซื้อโลหะเงินจริงในรูปแบบของเหรียญ ในรูปแบบของแท่งหรือซื้อขายผ่านตัวกลางเช่น Exchange Traded Funds ซึ่งอ้างอิงราคาโลหะเงินในตลาดต่างประเทศ
ราคาโลหะเงินสามารถเคลื่อนไหวได้จากปัจจัยหลายประการ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์หรือความกลัวต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงอาจทําให้ราคาโลหะเงินเพิ่มขึ้นจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ว่าจะได้รับความสนใจน้อยกว่าทองคําก็ตาม ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน โลหะเงินมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง การเคลื่อนไหวของโลหะเงินยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของดอลลาร์สหรัฐ (USD) เพราะสินทรัพย์โลหะเงินซื้อขายด้วยราคาเป็นดอลลาร์ (XAGUSD) ดอลลาร์ที่แข็งค่ามีแนวโน้มที่จะรักษาราคาโลหะเงินไว้ แต่หากดอลลาร์อ่อนค่าลง มีแนวโน้มที่จะผลักดันราคาโลหะเงินให้สูงขึ้น ปัจจัยอื่นๆ เช่น อุปสงค์การลงทุน อุปทานการขุด (โลหะเงินมีมากกว่าทองคํามาก) และอัตราการนำกลับมาใช้ก็อาจส่งผลต่อราคาโลหะเงินได้เช่นกัน
โลหะเงินมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนต่างๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากโลหะเงินสามารถนําไฟฟ้าได้สูงที่สุดชนิดหนึ่งเมื่อเทียบกับโลหะทั้งหมด มากกว่าทองแดงและทองคํา ความต้องการโลหะที่เพิ่มขึ้นสามารถทำให้ราคาโลหะเงินเพิ่มขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จีน และอินเดียยังสามารถส่งผลต่อการแกว่งตัวของราคาโลหะเงิน ในสหรัฐฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของพวกเขาใช้โลหะเงินในกระบวนการต่างๆ ในอินเดีย ความต้องการโลหะมีค่าของผู้บริโภคเพื่อเอาไปสร้างเครื่องประดับก็มีบทบาทสําคัญในการกําหนดราคาโลหะเงินเช่นกัน
ราคาโลหะเงินมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวตามราคาทองคํา เมื่อราคาทองคําสูงขึ้น โลหะเงินมักจะเคลื่อนไหวามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม สถานะของสินทรัพย์ทั้งสองไม่ได้อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่มีความคล้ายคลึงกัน อัตราส่วนเปรียบเทียบทองคําและโลหะเงินจะให้ข้อมูลของจํานวนออนซ์ของโลหะเงินที่จําเป็นเพื่อให้เท่ากับมูลค่าของทองคําหนึ่งออนซ์ อัตราส่วนเปรียบทียบนี้อาจช่วยในการกําหนดการประเมินมูลค่าสัมพัทธ์ระหว่างโลหะทั้งสอง นักลงทุนบางคนอาจพิจารณาว่าหากอัตราส่วนนี้สูง จะหมายความว่าโลหะเงินมีมูลค่าต่ำเกินไป หรือทองคํามีมูลค่าสูงเกินไป ในทางตรงกันข้าม อัตราส่วนที่ต่ำอาจบ่งบอกว่าทองคํามีมูลค่าต่ำกินไปเมื่อเทียบกับโลหะเงิน
