ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ในการซื้อขายวันพุธ หลังจากความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ อีกครั้งช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ และสัญญาณนโยบายจากธนาคารกลาง ซึ่งอาจกำหนดทิศทางของสกุลเงินหลักในระยะต่อไป
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ลดลง 0.2% สู่ระดับ 99.68 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน หลังความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลายลง รายงานความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมาน ประกอบกับคำกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ว่าอาจบรรลุข้อตกลงได้ในเร็ว ๆ นี้ ช่วยเพิ่มความหวังว่าความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกจะค่อย ๆ ลดลง
เงินเยนทรงตัวหลังการแทรกแซงค่าเงินครั้งประวัติศาสตร์
เงินเยนยังคงแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง โดยคู่เงิน USD/JPY เคลื่อนไหวบริเวณ 157.7 ต่ำกว่าระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปีที่ 164 ก่อนการแทรกแซงร่วมกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Scott Bessent ยืนยันว่า สหรัฐฯ ได้เข้าร่วมปฏิบัติการแทรกแซงค่าเงินร่วมกับญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงเพื่อซื้อเงินเยนร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 และเป็นการดำเนินการโดยตรงของสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนเงินเยนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าการรักษาเสถียรภาพของเงินเยนมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเงินของเอเชียโดยรวม
ขณะเดียวกัน รายงานการประชุมล่าสุดของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายหลายรายคาดว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ และกรรมการ 2 ใน 8 คนสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อรวมกับการเติบโตของค่าจ้างที่แข็งแกร่งขึ้น ทำให้ตลาดคาดว่า BoJ จะเดินหน้าปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษมาเป็นเวลานาน
ข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่ายังคงเป็นประเด็นสำคัญ
ความสนใจของตลาดยังมุ่งไปที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ หลังรายงาน ADP National Employment Report ระบุว่า ภาคเอกชนเพิ่มการจ้างงานเพียง 44,000 ตำแหน่ง ในเดือนกรกฎาคม ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 68,000 ตำแหน่ง และลดลงจาก 95,000 ตำแหน่ง ในเดือนมิถุนายน ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขตำแหน่งงานว่างที่อ่อนตัวลงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ตลาดมองว่าแรงส่งของตลาดแรงงานอาจเริ่มชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจอื่น ๆ ยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดย ISM Services PMI เพิ่มขึ้นเล็กน้อยสู่ 54.1 ในเดือนกรกฎาคม บ่งชี้ว่าภาคบริการยังคงขยายตัว ขณะที่แรงกดดันด้านต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง นักเศรษฐศาสตร์จึงยังคงมองว่ารายงาน การจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ในวันศุกร์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ทิศทางนโยบายของ Fed
ในเอเชีย เงินรูปีอินเดีย แข็งค่าขึ้น หลัง ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) คงอัตราดอกเบี้ยรีโปไว้ที่ 5.25% พร้อมคงจุดยืนนโยบายเป็นกลาง นอกจากนี้ RBI ยังปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2027 เป็น 6.7% จากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งและแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่ลดลง
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรรู้
ตลาดเงินในขณะนี้ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคาดหวังต่อนโยบายของธนาคารกลาง และข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์สหรัฐอาจลดลงต่อ โดยเฉพาะหากราคาพลังงานที่ลดลงช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลก
สำหรับเทรดเดอร์ในเอเชีย จุดสนใจสำคัญยังคงอยู่ที่รายงาน NFP ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์ต่อนโยบายของ Fed ได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรติดตามสัญญาณเพิ่มเติมจาก BoJ เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงประเมินว่าการแทรกแซงค่าเงินล่าสุดจะยังคงช่วยพยุงเงินเยนต่อไปหรือไม่ ปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความผันผวนในคู่เงิน USD/JPY, USD/INR และ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ในระยะต่อไป
